•         

             

    ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนพฤษภาคม 2569
                         ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความ
    เชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ  สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง

                 ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนพฤษภาคม เปรียบเทียบเดือนเมษายน และมีนาคม 2569

     

                                     รายการ

    มีนาคม 2569

    เมษายน 2569

    พฤษภาคม 2569

    เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น

    คงที่/เท่าเดิม

    ลดลง/
    แย่ลง

    เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น

    คงที่/เท่าเดิม

    ลดลง/
    แย่ลง

    เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น

    คงที่/เท่าเดิม

    ลดลง/
    แย่ลง

    1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

      26.70

      43.50

      29.80

       26.50

       43.30

      30.20

    26.10

    43.00

    30.90

    2. รายได้จากการทำงาน

    27.50

    42.40

    30.10

    27.30

    42.20

    30.50

    27.20

    41.70

    31.10

    3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น
    ในครอบครัว

    29.90

    43.70

    26.40

    30.20

    43.90

    25.90

    30.10

    43.40

    26.50

    4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง
    ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ

    27.00

    43.20

    29.80

    27.50

    43.50

    29.00

    27.30

    43.20

    29.50

    5. ความสุขในการดำเนินชีวิต

    26.40

    42.50

    31.10

    26.20

    42.20

    31.60

    26.10

    42.30

    31.60

    6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย)

    25.30

    42.00

    32.70

    25.40

    41.50

    33.10

    25.40

    41.50

    33.10

    7. การออมเงิน

    24.20

    41.80

    34.00

    24.30

    41.20

    34.50

    24.00

    41.00

    35.00

    8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ

    25.40

    41.60

    33.00

    25.10

    41.40

    33.50

    25.20

    39.60

    35.20

    9. การลดลงของหนี้สิน

    24.00

    42.40

    33.60

    24.10

    42.40

    33.50

    24.00

    42.20

    33.80

    10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

    25.10

    43.50

    31.40

    25.30

    43.10

    31.60

    25.50

    43.30

    31.20

    11. การแก้ปัญหายาเสพติด

    23.20

    40.00

    36.80

    23.10

    39.40

    37.50

    23.40

    38.40

    38.20

    12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด
    ชายแดนภาคใต้

    25.60

    43.00

    31.40

    25.40

    42.80

    31.80

    25.30

    42.30

    32.40

    13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    27.20

    41.20

    31.60

    27.40

    40.50

    32.10

    27.20

    39.50

    33.30

     

     

     

    ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม 2569

    รายการ

    2569

    มีนาคม

    เมษายน

    พฤษภาคม

    1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

    45.70

    44.10

    43.80*

    2. รายได้จากการทำงาน

    41.00

    39.80

    39.60*

    3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในครอบครัว

    53.10

    53.50

    53.00*

    4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ

    47.50

    49.90

    47.10*

    5. ความสุขในการดำเนินชีวิต

    45.80

    45.40

    45.30*

    6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย)

    39.90

    39.70

    39.50*

    7. การออมเงิน

    38.50

    38.30

    38.20*

    8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ

    34.20

    34.00

    33.70*

    9. การลดลงของหนี้สิน

    41.60

    41.30

    40.90*

    10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

    40.20

    40.10

              40.40

    11. การแก้ปัญหายาเสพติด

    34.00

    33.90

              33.60*

    12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

    32.00

    31.80

              31.80

    13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    37.40

    37.10

              37.00*

    14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม

    40.80

    40.60

              40.30*

    * หมายถึง ดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลง

                   ผศ.ดร.วิวัฒน์  จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนพฤษภาคม (40.30) ปรับตัวลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเมษายน (40.60) และเดือนมีนาคม (40.80) โดยดัชนีที่มีการปรับตัวลดลง ได้แก่  ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม  รายได้จากการทำงาน  รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค  รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว  ความสุขในการดำเนินชีวิต  ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย)  การออมเงิน  การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ  การลดลงของหนี้สิน  การแก้ปัญหายาเสพติด และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ  โดยดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลงมีสาเหตุหลักมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยในหลายด้าน ดังนี้
    1. ด้านค่าครองชีพและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค  สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งพลังงาน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาพลังงานของโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก  โดยเฉพาะประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก จึงได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าเป็นต้นทุนหลักในการผลิตไฟฟ้าและน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนในการขนส่ง ทำให้ต้นทุนของสินค้าทุกชนิดสูงขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อความอยู่รอด ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภค และบริการต่าง ๆ ราคาแพงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้าในปริมาณเท่าเดิม   ในขณะที่รายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเท่าเดิม แต่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    2. ด้านการท่องเที่ยวและบริการ  ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการเดินทางท่องเที่ยว โดยค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ปรับราคาเพิ่มขึ้น อาทิ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโดยสารรถประจำทาง ค่ารถตู้ ค่าแท็กซี่ และค่าเรือนำเที่ยวได้ปรับราคาขึ้นตามต้นทุนพลังงาน ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติชะลอการเดินทาง หรือลดจำนวนวันในการท่องเที่ยว รวมถึงลดการจับจ่ายใช้สอยลง ส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบอาชีพด้านการท่องเที่ยว อาทิ ผู้ให้บริการขนส่ง บริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ โรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงร้านขายของฝากและของที่ระลึก ทำให้ผู้ประกอบอาชีพในภาคการท่องเที่ยวต้องเผชิญกับจำนวนนักท่องเที่ยวและกำลังซื้อที่ลดลง ส่งผลให้รายได้ลดน้อยลงเป็นอย่างมาก  
    3. ด้านฐานะทางการเงินและปัญหาหนี้สิน  ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตของแพงมากที่สุด คือ กลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เนื่องจากคนกลุ่มนี้ต้องนำเงินเดือนหรือค่าจ้างส่วนใหญ่ไปใช้จ่ายกับสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหารและค่าเดินทาง เมื่อราคาสินค้าและบริการแพงขึ้น แต่รายได้ยังคงเท่าเดิม ทำให้รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย จนหลายครอบครัวต้องไปกู้หนี้ยืมสิน โดยเฉพาะการพึ่งพาหนี้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงมาก ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น และทำให้ประชาชนติดอยู่ในวงจรหนี้สินที่หลุดพ้นได้ยาก  
    4. ด้านต้นทุนของผู้ประกอบการที่เพิ่มสูงขึ้น  ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจขนาดเล็กและประกอบอาชีพค้าขายต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น โดยผู้ประกอบการบางรายต้องยอมลดกำไรของตนเองลง เพราะกลัวลูกค้าจะหนีหาย บางรายจำเป็นต้องลดจำนวนลูกจ้างเพื่อลดค่าใช้จ่าย ในขณะที่ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้ก็ต้องตัดสินใจปิดกิจการในที่สุด 
    5. ด้านความสุขในการดำเนินชีวิตที่ลดลง  ความกดดันทางเศรษฐกิจ ภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น และภาระหนี้สินที่รัดตัว ส่งผลกระทบต่อความสุขในการดำเนินชีวิตของประชาชนลดลง นอกจากนี้ ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอื่น ๆ โดยประชาชนคาดหวังให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย กระตุ้นการท่องเที่ยว และฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมาเข้มแข็งโดยเร็ว  
    จากการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในช่วงระยะเวลา 4 เดือน (1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569) ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ซึ่งคาดว่า โครงการดังกล่าวสามารถช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ และเพิ่มอำนาจซื้อให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยกลไกการร่วมจ่าย (รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40%) จะทำให้ประชาชนมีรายได้คงเหลือสำหรับนำไปใช้จ่ายในส่วนที่จำเป็นอื่น ๆ มากขึ้น ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้จะถูกฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจระดับชุมชน ผ่านการจับจ่ายใช้สอยในร้านค้ารายย่อย ตลาดสด และบริการขนส่งสาธารณะ ทั้งนี้ การกระตุ้นการบริโภคดังกล่าวยังเป็นการช่วยเสริมสภาพคล่องให้แก่ SMEs ทำให้สามารถประคองตัวและรักษาการจ้างงานไว้ได้โดยไม่จำเป็นต้องปิดกิจการ นอกจากนี้ การที่ประชาชนได้รับการอุดหนุนค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ยังช่วยลดการกู้ยืมเงินเพื่อการอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาหนี้ครัวเรือน อีกทั้ง ป้องกันมิให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางต้องหลุดเข้าสู่วงจรหนี้นอกระบบ อันจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศในระดับฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อย่างไรก็ตาม  ภายหลังสิ้นสุดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ภาครัฐควรทำการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โดยการดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อยกระดับเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
    จากการสัมภาษณ์ประชาชนต่อความคาดหวังและความต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยประชาชนในหลากหลายอาชีพได้เสนอแนะต่อคณะรัฐบาล ดังนี้ 
    1. ครัวเรือนขนาดกลางขึ้นไปส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างไฟฟ้าแบบอัตราก้าวหน้า ซึ่งกำหนดให้ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วยต่อเดือน ต้องชำระค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงขึ้น โดยมองว่า การคิดค่าไฟฟ้าดังกล่าวพิจารณาจากปริมาณการใช้ไฟฟ้ารวมต่อหนึ่งมิเตอร์เป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงจำนวนคนที่อยู่ในอาศัยในครัวเรือนนั้น ซึ่งครัวเรือนขนาดกลางขึ้นไปจะมีสมาชิกอาศัยอยู่จำนวนหลายคน ทำให้ปริมาณการใช้ไฟผันแปรตามจำนวนคนที่อาศัย การคิดค่าไฟฟ้าดังกล่าวจึงไม่เป็นธรรมเมื่อเทียบกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยต่อคน  ประกอบกับวิถีชีวิตในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปสู่รูปแบบการทำงานจากที่บ้านมากขึ้น ทำให้การใช้ไฟฟ้าเกินเกณฑ์ดังกล่าวเป็นความจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีพและการประกอบอาชีพมากกว่าความฟุ่มเฟือย นโยบายนี้จึงเปรียบเสมือนการเพิ่มภาระค่าครองชีพที่ซ้ำเติมกลุ่มชนชั้นกลางซึ่งเป็นฐานภาษีหลักของประเทศ ในขณะที่ประชาชนกลุ่มนี้ยังคงมีข้อจำกัดในการเข้าถึงพลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์ที่มีต้นทุนการติดตั้งสูง ส่งผลให้เกิดความรู้สึกถึงความไม่เสมอภาคและการกระจายภาระทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    2. จากความคิดเห็นของประชาชนต่อนโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ พบว่า ความไม่ชัดเจนของนโยบายในช่วงเริ่มต้นส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดภาวะชะลอการตัดสินใจซื้อจนก่อให้เกิดภาวะชะงักงันของตลาดรถยนต์ ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้ภาครัฐกำหนดเงื่อนไขให้ชัดเจน โดยควรให้เงินอุดหนุนที่สูงเพียงพอในการแลกซื้อยานยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ รวมถึงการเสนออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่จูงใจ เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินและกระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม
    3. ภาครัฐควรเร่งพิจารณาปรับโครงสร้างพลังงาน เพราะพลังงาน คือ ต้นทุนของทุกสิ่ง ซึ่งส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น และเกิดภาวะเงินเฟ้อ ทำให้กำลังซื้อของประชาชนในการจับจ่ายใช้สอยลดน้อยลง ซึ่งกระทบต่อระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงการดำเนินธุรกิจของ SMEs  เพื่อเป็นการสร้างความเป็นธรรมด้านราคาพลังงานให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน ภาครัฐควรปรับปรุงโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ โดยจัดลำดับความสำคัญให้ภาคประชาชนได้สิทธิใช้ก๊าซจากอ่าวไทยที่มีต้นทุนต่ำสุดสำหรับการผลิตไฟฟ้าก่อนภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ควบคู่ไปกับการทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้ากับเอกชน เพื่อลดภาระค่าความพร้อมจ่ายที่แฝงอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชนอันเกิดจากกำลังการผลิตสำรองที่สูงเกินความจำเป็น ตลอดจนการบริหารจัดการราคาน้ำมันด้วยการปรับสูตรค่าการกลั่นให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงภายในประเทศ พร้อมใช้กลไกทางภาษีสรรพสามิตที่ยืดหยุ่นเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา แทนการพึ่งพากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงด้านเดียว นอกจากนี้ ภาครัฐควรเร่งกระจายโอกาสในการเข้าถึงพลังงานด้วยการปลด ล็อกระบบหักลบหน่วยไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเปิดโอกาสให้ครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถผลิตและบริหารจัดการพลังงานสะอาดผ่านการติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้อย่างคุ้มค่า ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งระบบอย่างเป็นรูปธรรม
    4. จากราคาผลผลิตทางเกษตรที่ตกต่ำในขณะนี้ ซึ่งสวนทางกับต้นทุนการผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้น นับเป็นภาวะวิกฤตที่เกิดกับเกษตรกรไทย จึงเสนอแนะให้ภาครัฐควรบูรณาการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากมาตรการลดรายจ่ายและพยุงรายได้ ผ่านโครงการอุดหนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น ควบคู่กับการพักชำระหนี้ และสนับสนุนสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อเสริมสภาพคล่อง ตลอดจนใช้กลไกชะลอการขาย เพื่อพยุงราคาผลผลิตในตลาด อีกทั้ง ภาครัฐควรส่งเสริมการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะและการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ พร้อมทั้งนำระบบฐานข้อมูลมาวิเคราะห์อุปสงค์และอุปทานเพื่อวางแผนการเพาะปลูกอย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ภาครัฐควรผลักดันการยกระดับเกษตรกรสู่การเป็นผู้ประกอบการด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการแปรรูปเชิงนวัตกรรม ตลอดจนสนับสนุนกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายสินค้าสู่ผู้บริโภคได้โดยตรง ซึ่งการขับเคลื่อนนโยบายที่เชื่อมโยงกันจะช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถก้าวข้ามวิกฤตและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

+