•          

             

             

    ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกุมภาพันธ์ 2569
    ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความ
    เชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ  สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง

                 ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เปรียบเทียบ เดือนมกราคม 2569  และธันวาคม 2568

     

                               รายการ

    ธันวาคม 2568

    มกราคม 2569

    กุมภาพันธ์ 2569

    คงที่/เท่าเดิม

    ลดลง/
    แย่ลง

    ลดลง/
    แย่ลง

    คงที่/เท่าเดิม

    ลดลง/
    แย่ลง

    ลดลง/
    แย่ลง

    คงที่/เท่าเดิม

    ลดลง/
    แย่ลง

    ลดลง/
    แย่ลง

    1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

       27.20

      40.10

      32.70

    27.70

    42.50

    29.80

    27.80

    43.80

    28.40

    2. รายได้จากการทำงาน

    26.50

    41.20

    32.30

    27.50

    42.80

    29.70

    27.80

    42.90

    29.30

    3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น
    ในครอบครัว

    29.50

    40.50

    30.00

    29.90

    41.40

    28.70

    29.70

    43.60

    26.70

    4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง
    ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ

    26.80

    44.60

    28.60

    27.30

    43.90

    28.80

    27.50

    43.70

    28.80

    5. ความสุขในการดำเนินชีวิต

    25.60

    42.70

    31.70

    26.30

    42.90

    30.80

    26.60

    42.80

    30.60

    6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย)

    25.10

    43.10

    31.80

    25.00

    42.50

    32.50

    25.50

    42.70

    31.80

    7. การออมเงิน

    24.40

    41.10

    34.50

    24.10

    41.40

    34.50

    24.10

    41.40

    34.50

    8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ

    25.00

    41.30

    33.70

    25.10

    41.20

    33.70

    25.60

    41.40

    33.00

    9. การลดลงของหนี้สิน

    24.30

    43.00

    32.70

    24.20

    42.80

    33.00

    24.20

    42.80

    33.00

    10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

    25.00

    43.10

    31.90

    25.20

    43.10

    31.70

    25.30

    43.70

    31.00

    11. การแก้ปัญหายาเสพติด

    23.10

    40.30

    36.60

    23.10

    40.30

    36.60

    23.00

    40.20

    36.80

    12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด
    ชายแดนภาคใต้

    26.10

    44.30

    29.60

    26.00

    43.40

    30.60

    25.60

    43.00

    31.40

    13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    27.30

    41.70

    31.00

    27.20

    41.50

    31.30

    27.40

    41.60

    31.00

     

     

    ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนธันวาคม 2568  มกราคม และกุมภาพันธ์ 2569

    รายการ

    2568

    2569

    ธันวาคม

    มกราคม

    กุมภาพันธ์

    1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

    43.10

    45.90

    46.80*

    2. รายได้จากการทำงาน

    40.70

    41.10

    41.30*

    3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว

    51.50

    51.80

    52.90*

    4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ

    47.20

    49.30

    49.40*

    5. ความสุขในการดำเนินชีวิต

    44.60

    46.20

    46.50*

    6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย)

    40.10

    40.00

    40.20*

    7. การออมเงิน

    38.80

    38.60

    38.60

    8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ

    35.50

    35.40

    35.70*

    9. การลดลงของหนี้สิน

    41.90

    41.80

    41.80

    10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

    40.40

    40.30

    40.40*

    11. การแก้ปัญหายาเสพติด

    34.20

    34.20

    34.10

    12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

    32.30

    32.10

    32.00

    13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    38.10

    38.00

    38.30*

    14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม

    40.60

    41.10

    41.40*

    * หมายถึง ดัชนีความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น

                   ผศ.ดร.วิวัฒน์  จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนกุมภาพันธ์ 2569 (41.40) ปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม 2569 (41.10) และเดือนธันวาคม 2568  (40.60) โดยดัชนีที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่  ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม  รายได้จากการทำงาน  รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว  รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว  ความสุขในการดำเนินชีวิต  ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย)  การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ  โดยดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนที่เพิ่มขึ้น มาจากหลายปัจจัย ได้แก่ ผลการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  พรรคภูมิใจไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับเลือกตั้งโดยมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กว่า 190 ที่นั่ง ซึ่งมีจำนวนมากที่สุด กลายเป็นพรรคอันดับหนึ่งและเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพในทางนิติบัญญัติและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศ สร้างความต่อเนื่องของนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน และลดความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจจากความไม่แน่นอนของการเมืองไทย  โดยนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยมุ่งตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ผ่านชุดมาตรการ 10 พลัส เพื่อมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้น ทำให้นักลงทุนและภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นในระดับสูง โดยมีการนำผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจระดับแนวหน้าของประเทศที่มีผลงานเชิงประจักษ์ อย่าง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับมหภาคและจุลภาคของประเทศไทย



    การจัดตั้งรัฐบาลที่มีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ย่อมทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจ ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว ทำให้เศรษฐกิจของไทยมีแนวโน้มในทิศทางบวก โดยสังเกตจากปัจจัยด้านต่าง ๆ ดังนี้
    1. ด้านการท่องเที่ยว   ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยกว่า 8 แสนคน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน และนักท่องเที่ยวมาเลเซียเชื้อสายจีนได้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวนมาก  อีกทั้ง นโยบายวีซ่าฟรี การขยายเส้นทางบิน และมาตรการ Ease of Traveling รวมถึงการยกเว้นแบบ ตม.6 ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น รวมถึงการโปรโมทการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาอยู่ในประเทศนานขึ้น และมีการใช้จ่ายมากขึ้น  ทำให้มีเม็ดเงินกระจายสู่ภาคธุรกิจ อาทิ โรงแรม  ร้านอาหาร และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
    2. ด้านการส่งออก  จากสภาพภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิตทางการเกษตรของโลก ทำให้สินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดโลกมากขึ้น ส่งผลให้ไทยส่งออกสินค้าได้มากขึ้น ทำให้รายได้ของภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของไทยมีแนวโน้มดีขึ้น
    3. ด้านการเข้ามาลงทุนของต่างชาติ  สถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจและประเทศพันธมิตร ทำให้นักลงทุนต่างชาติ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน ขยายฐานการผลิตเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิต อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง  แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และแผงโซลาร์เซลล์  เป็นต้น
    4. ด้านการลงทุนของนักลงทุนชาวไทย  ภาคธุกิจคาดว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมีเสถียรภาพ ทำให้เตรียมนำแผนการลงทุนที่ชะลอไว้มาดำเนินการต่อ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการขยายกำลังการผลิต และการลงทุนในเครื่องจักรใหม่
    5. ด้านการจับจ่ายใช้สอย  เมื่อการท่องเที่ยวดีขึ้น ย่อมทำให้การจ้างงานและรายได้ของคนในภาคบริการดีขึ้นตามไปด้วย ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค
    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะเป็นไปในทิศทางบวก แต่ประชาชนและภาคธุรกิจกำลังเฝ้ามองการดำเนินงานของรัฐบาลชุดใหม่ โดยจะประเมินในช่วง 6 เดือนแรกของการเข้ามาบริหารประเทศ ว่าจะผ่านหรือไม่  นอกจากนี้ ประชาชนมีความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะคุณสมบัติที่เหมาะสมและความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ของคณะรัฐมนตรี  อีกทั้ง ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐมนตรีคนนอกที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์  รวมถึงต้องการให้รัฐมนตรีและทีมงานสามารถทำงานได้อย่างอิสระ ปราศจากการกดดันจากกลุ่มนักการเมืองและกลุ่มทุน อีกทั้ง ประชาชนยังมีความกังวลว่า กลุ่มนักการเมืองที่หวังผลประโยชน์อาจจะเข้ามาแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรี จึงวอนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ช่วยปกป้องรัฐมนตรีคนนอก เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยดังเช่นรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ (กลุ่ม 4 กุมาร) ในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ถูกกดดันให้ปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี
    จากการสัมภาษณ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยประชาชนและนักวิชาการในหลากหลายสาขาอาชีพได้เสนอแนะต่อคณะรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ดังนี้ 
    1. หนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับที่สูงมาก ประมาณ 90% ของ GDP โดยปัจจัยที่สำคัญ คือ รายได้ของรากหญ้าจนถึงชนชั้นกลางอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ส่งผลให้ประชาชนต้องกู้เงินนำมาใช้จ่ายเพื่อดำรงชีพ  ดังนั้นจึงเสนอแนะให้ปรับโครงสร้างหนี้อย่างเป็นระบบ อาทิ การยืดระยะเวลาผ่อนชำระ การพักชำระเงินต้น และการลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนที่เป็นธรรม  จากนั้นควรหามาตรการเพื่อยกระดับรายได้ของประชาชนให้สูงขึ้นสอดคล้องกับค่าครองชีพ
    2. ประชาชนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ ค่าสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้ม)   ค่าอาหาร (วัตถุดิบ และอาหารปรุงสุก)  ค่าใช้จ่ายทางการศึกษา (ค่าเทอม  ชุดนักเรียน  หนังสือ  และอุปกรณ์การเรียน)  ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (ค่าเช่าที่อยู่อาศัย  ค่าเดินทาง  ค่าของใช้ส่วนตัว)  ดังนั้นจึงเสนอแนะให้เร่งดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อลดค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน และเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้าชุมชน หาบเร่ แผงลอย ทั้งนี้ ภาครัฐไม่ควรเก็บภาษีย้อนหลังจากร้านค้า  อีกทั้ง ควรปรับโครงสร้างต้นทุนพลังงาน (ไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้ม) ให้สอดคล้องและเหมาะสม เนื่องจากราคาพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น
    3. ประชาชนต้องการให้การขออนุมัติ/อนุญาตต่าง ๆ ของราชการมีความสะดวกรวดเร็ว ดังนั้นจึงเสนอแนะให้นำเทคโนโลยีรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) เข้ามาเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทำให้สามารถให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว  เพื่อลดเวลาและค่าใช้จ่ายทั้งของประชาชนและหน่วยงานภาครัฐ

     

     

+