•         

                            

    ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกรกฎาคม 2569
    ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความ
    เชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ  สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง

                 ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกรกฎาคม เปรียบเทียบเดือนมิถุนายน และพฤษภาคม 2569

     

                                     รายการ

    พฤษภาคม 2569

    มิถุนายน 2569

    กรกฎาคม 2569

    เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น

    คงที่/เท่าเดิม

    ลดลง/
    แย่ลง

    เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น

    คงที่/เท่าเดิม

    ลดลง/
    แย่ลง

    เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น

    คงที่/เท่าเดิม

    ลดลง/
    แย่ลง

    1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

       26.10

       43.00

       30.90

       26.40

       43.20

       30.40

    26.20

    42.50

    31.30

    2. รายได้จากการทำงาน

    27.20

    41.70

    31.10

    27.50

    41.60

    30.90

    27.40

    41.40

    31.20

    3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น
    ในครอบครัว

    30.10

    43.40

    26.50

    30.00

    43.30

    26.70

    29.70

    43.10

    27.20

    4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง
    ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ

    27.30

    43.20

    29.50

    27.00

    43.10

    29.90

    27.20

    42.30

    30.50

    5. ความสุขในการดำเนินชีวิต

    26.10

    42.30

    31.60

    26.30

    42.50

    31.20

    26.30

    42.50

    31.20

    6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย)

    25.40

    41.50

    33.10

    25.60

    41.70

    32.70

    25.50

    41.30

    33.20

    7. การออมเงิน

    24.00

    41.00

    35.00

    24.30

    41.20

    34.50

    24.20

    41.00

    34.80

    8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ

    25.20

    39.60

    35.20

    25.40

    39.80

    34.80

    25.20

    39.10

    35.70

    9. การลดลงของหนี้สิน

    24.00

    42.20

    33.80

    24.10

    42.00

    33.90

    24.00

    42.20

    33.80

    10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

    25.50

    43.30

    31.20

    25.80

    43.40

    30.80

    25.80

    43.40

    30.80

    11. การแก้ปัญหายาเสพติด

    23.40

    38.40

    38.20

    23.10

    38.20

    38.70

    23.10

    38.00

    38.90

    12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด
    ชายแดนภาคใต้

    25.30

    42.30

    32.40

    25.50

    42.50

    32.00

    25.30

    42.00

    32.70

    13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    27.20

    39.50

    33.30

    27.50

    39.40

    33.10

    27.30

    39.20

    33.50

     

    ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนพฤษภาคม มิถุนายน และกรกฎาคม 2569

    รายการ

    2569

    พฤษภาคม

    มิถุนายน

    กรกฎาคม

    1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

    43.80

    45.70

    45.60*

    2. รายได้จากการทำงาน

    39.60

    40.50

    40.30*

    3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในครอบครัว

    53.00

    52.90

    52.00*

    4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ

    47.10

    46.80

    45.30*

    5. ความสุขในการดำเนินชีวิต

    45.30

    46.20

    45.20*

    6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย)

    39.50

    40.30

    40.10*

    7. การออมเงิน

    38.20

    38.60

    38.40*

    8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ

    33.70

    34.90

    34.50*

    9. การลดลงของหนี้สิน

    40.90

    40.80

    40.60*

    10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

    40.40

    40.50

    40.50

    11. การแก้ปัญหายาเสพติด

    33.60

    33.60

    36.50*

    12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

    31.80

    33.70

    33.50*

    13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    37.00

    40.10

    40.00*

    14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม

    40.30

    41.10

    40.90*

    * หมายถึง ดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลง

                   ผศ.ดร.วิวัฒน์  จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนกรกฎาคม (40.90) ปรับตัวลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายน (41.10)  โดยดัชนีที่มีการปรับตัวลดลง ได้แก่  ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม  รายได้จากการทำงาน  รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค    รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว  ความสุขในการดำเนินชีวิต  ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย)  การออมเงิน  การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ  การลดลงของหนี้สิน  การแก้ปัญหายาเสพติด  การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดน และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ  โดยดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลงเกิดจากหลายปัจจัย ซึ่งสาเหตุที่สำคัญมาจาก เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน และประเทศพันธมิตรในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกมีความผันผวน เพราะมีความกังวลว่าน้ำมันจะขาดแคลนจากการปิดเส้นทางขนส่งทางเรือที่สำคัญ ประกอบกับค่าจ้างเรือและค่าประกันภัยสินค้าที่วิ่งผ่านพื้นที่ดังกล่าวก็แพงขึ้นมาก จึงทำให้ต้นทุนน้ำมันที่ประเทศไทยซื้อเข้ามาแพงขึ้นตามไปด้วย แม้ในตอนแรกรัฐบาลจะพยายามเอาเงินจากกองทุนน้ำมันมาช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันไว้ เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่สามารถแบกรับภาระหนี้ไว้ได้ ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มทั้งเบนซินและดีเซลปรับราคาเพิ่มขึ้นติดต่อกันหลายครั้ง ประชาชนจึงต้องแบกรักภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  อีกทั้งในช่วงนี้เริ่มเข้าช่วงหน้ามรสุม ทำให้ชาวบ้านกรีดยางไม่ได้  ในขณะที่ผลไม้ (มังคุด ทุเรียน และเงาะ) ราคาตกต่ำ เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรหดตัวลงอย่างมาก แต่ในทางกลับกัน ราคาน้ำมันและข้าวของเครื่องใช้ในตลาดกลับแพงขึ้น ถึงแม้จะมีโครงการ “ไทยช่วยไทย  (60/40)” ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย แต่เมื่อใช้ประมาณ 2-3 สัปดาห์เงินก็หมด ทำให้ชาวบ้านต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น 100%  ประชาชนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางเกิดภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง เมื่อรายจ่ายสูงกว่ารายได้ พอเงินหมดก็ต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ ซึ่งมีดอกเบี้ยสูงมาก จนมองไม่เห็นทางปลดหนี้ ความลำบากเหล่านี้ได้สร้างความเครียดและทำให้ความสุขในครอบครัวหดหายไป  อีกทั้ง ปัญหายาเสพติดที่ระบาดหนักจนหาซื้อง่ายแม้ในแหล่งชุมชนและสถานศึกษา รวมถึงปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่ยังคงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ล่าช้าไม่ตรงจุด ทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิตในสถานการณ์ปัจจุบันอย่างมาก
    ส่วนประเด็นทางด้านสังคมที่ส่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นอย่างมาก คือ การตัดสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวนมาก นับเป็นประเด็นที่สะเทือนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลโดยตรง ซึ่งสาเหตุของความไม่พอใจไม่ได้เกิดจากปฏิเสธระบบการคัดกรอง แต่เกิดจากความคลาดเคลื่อนระหว่างเกณฑ์ที่ภาครัฐใช้ กับสภาพความเป็นจริงของชีวิตประชาชน หลักเกณฑ์เชิงตัวเลขที่ไม่ยืดหยุ่น จึงนำมาสู่การตัดสิทธิด้วยเกณฑ์เงินฝาก ยานพาหนะ หรือวงเงินกู้สินเชื่อ หลายกรณีไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เช่น ผู้สูงอายุที่มีเงินออมก้อนสุดท้ายในชีวิตเกิน 100,000 บาทเพียงเล็กน้อย แต่ไม่มีรายได้ประจำ ก็ถูกตัดสิทธิทันที อีกทั้ง ข้อมูลในระบบไม่เป็นปัจจุบัน เช่น ระบบยังระบุสถานะเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาทั้งที่เป็นผู้สูงอายุ  การมีชื่อครอบครองรถยนต์ที่ขายไปนานแล้ว ทำให้ผู้ที่เดือดร้อนจริงถูกตัดสิทธิอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อประชาชนถูกตัดสิทธิในขณะที่ภาวะค่าครองชีพและราคาสินค้าอยู่ในระดับสูง ประชาชนจึงรู้สึกว่ารัฐบาลตัดความช่วยเหลือในช่วงเวลาที่พวกเขาเดือดร้อนและต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือมากที่สุด  โดยประชาชนมองว่า นโยบายบายและการดำเนินงานของรัฐบาลมุ่ง “ลดงบประมาณ” มากกว่า “การช่วยเหลือประชาชน”  การที่ตัวเลขผู้ไม่ผ่านเกณฑ์มีสูงถึงเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด (ตัดสิทธิกว่า 9.3 ล้านคน จาก 18.82 ล้านคน) ทำให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยว่า รัฐบาลตั้งใจกำหนดเกณฑ์ให้เข้มงวดเกินไปเพื่อบีบตัวเลขผู้รับสิทธิให้ลดลงตามงบประมาณที่จัดสรรไว้ มากกว่าการตั้งเป้าหมายช่วยเหลือผู้เดือดร้อนให้ครอบคลุมที่สุด ปัญหาที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า การออกแบบนโยบายสวัสดิการสังคมไม่อาจพึ่งพาเพียงตัวเลขในเอกสารหรือข้อมูลดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีกลไกตรวจสอบและสำรองพื้นที่ให้กับกลุ่มตกหล่น เพื่อไม่ให้การตัดสิทธิกลายเป็นชนวนความไม่พอใจที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว
    จากการสัมภาษณ์ประชาชนต่อความคาดหวังและความต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยประชาชนในหลากหลายอาชีพได้เสนอแนะต่อคณะรัฐบาล ดังนี้ 
    1. ประชาชนมองว่า ภาครัฐใช้ระบบประมวลผลฐานข้อมูลแบบตายตัวเพียงอย่างเดียว จนส่งผลให้ประชาชนที่เป็นคนยากจนถูกตัดสิทธิและไม่ผ่านเกณฑ์จำนวนมาก รวมถึงการให้ประชาชนที่ถูกตัดสิทธิไปอุทธรณ์ โดยต้องเดินทางไปติดต่อหน่วยงานและหาเอกสารมายืนยันนั้น จึงเสนอแนะ ภาครัฐให้ทำการตรวจสอบโดยให้ผู้นำชุมชนหรือเจ้าหน้าที่รัฐลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบ ก่อนที่จะทำการตัดสิทธิ  รวมถึงหากต้องการหลักฐานเพิ่ม ภาครัฐควรส่งเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมฯ หรือเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลงพื้นที่ไปเยี่ยมบ้าน เพื่อตรวจสอบสภาพความเป็นจริง โดยไม่ต้องให้ประชาชนจำนวนมากต้องลำบากในการเดินทางเข้ามาติดต่อเอง
    2. จากวิกฤตราคาน้ำมันที่ผันผวนเป็นลักษณะ “ขึ้น-ลงตามจังหวัดเสียงปืนและการเจรจา” นับเป็นการสร้างความยากลำบากให้แก่ประชาชนในการวางแผนทางการเงินเพื่อการดำรงชีพอย่างมาก  เนื่องจากเมื่อราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นเพียงไม่กี่วัน ผู้ประกอบการก็ขยับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค  ค่าอาหารสำเร็จรูป รวมถึงค่าโดยสารขึ้นทันที หากแต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลง แต่ราคาสินค้าที่ขึ้นไปแล้วมักไม่ยอมลดลงตาม และเมื่อเกิดการปะทะกันรอบใหม่ ราคาสินค้าก็แพงขึ้นไปอีก ทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  จึงเสนอแนะ ภาครัฐควรมีนโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้น เนื่องมาจากความไม่แน่นอนของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน


    3. จากวิกฤตการณ์ด้านการท่องเที่ยวไทยที่ซบเซาลงในขณะนี้มาจากหลายสาเหตุ อาทิ 1) วิกฤตต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น  2) ภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูง และปัญหาหนี้ครัวเรือน ทำให้ต้องลดค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยว   3) ช่วงกลางปีเป็นช่วงฤดูมรสุม มีฝนตกชุก และคลื่นลมแรง ทำให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการเดินทาง  จึงเสนอแนะ ภาครัฐกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยจัดโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” โดยการนำเงินกู้ของรัฐไปกระตุ้นการท่องเที่ยวของคนไทย  เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว  ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว  อาทิ  1) ที่พักแรม (โรงแรม โฮสเทส รีสอร์ต โฮมสเตย์ชุมชน)  2) บริการขนส่ง (รถตู้ให้เช่า  แท็กซี่  รถเช่าขับเอง เรือข้ามฟาก)   3) นำเที่ยว (บริษัทนำเที่ยว  มัคคุเทศก์)  4) อาหารและเครื่องดื่ม (ร้านอาหาร  สตรีทฟู้ด  คาเฟ่ สถานบันเทิง)  5) กิจกรรมท่องเที่ยว (สวนน้ำ  พิพิธภัณฑ์ สปา  นวดแผนไทย  ล่องแก่ง  ดำน้ำ) และ 6) สินค้าและของที่ระลึก (ร้านขายของที่ระลึก  สินค้าหัตกรรมพื้นบ้าน      สินค้าอัตลักษณ์ชุมชน) เป็นต้น
    4. ประชาชนมองว่า หากประเทศไทยและประชาชนคนไทยยังไม่สามารถลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าจากต่างประเทศ หากเกิดสงครามหรือการก่อวินาศกรรมในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกจะพุ่งสูงขึ้นทันทีแบบข้ามคืน  เสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานในประเทศ  รวมถึงราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ก๊าซ และค่าไฟฟ้าจะขยับสูงขึ้นทันที  จึงเสนอแนะ ภาครัฐนำเงินกู้ส่วนหนึ่งดำเนินโครงการ “โซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน”  และ “ยานยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV” โดยภาครัฐควรดำเนินการอย่างเร่งด่วนแบบครบวงจร และเป็นรูปธรรม เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ และช่วยแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ

     

+