- ส่องแดนใต้
- http://focussouthern.com
- +062-0036837 - 080-5442698
.jpg)

ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมิถุนายน 2569
ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความ
เชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง
ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมิถุนายน เปรียบเทียบเดือนพฤษภาคม และเมษายน 2569
รายการ |
เมษายน 2569 |
พฤษภาคม 2569 |
มิถุนายน 2569 |
||||||
เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น |
คงที่/เท่าเดิม |
ลดลง/ |
เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น |
คงที่/เท่าเดิม |
ลดลง/ |
เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น |
คงที่/เท่าเดิม |
ลดลง/ |
|
26.50 |
43.30 |
30.20 |
26.10 |
43.00 |
30.90 |
26.40 |
43.20 |
30.40 |
|
2. รายได้จากการทำงาน |
27.30 |
42.20 |
30.50 |
27.20 |
41.70 |
31.10 |
27.50 |
41.60 |
30.90 |
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น |
30.20 |
43.90 |
25.90 |
30.10 |
43.40 |
26.50 |
30.00 |
43.30 |
26.70 |
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง |
27.50 |
43.50 |
29.00 |
27.30 |
43.20 |
29.50 |
27.00 |
43.10 |
29.90 |
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต |
26.20 |
42.20 |
31.60 |
26.10 |
42.30 |
31.60 |
26.30 |
42.50 |
31.20 |
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) |
25.40 |
41.50 |
33.10 |
25.40 |
41.50 |
33.10 |
25.60 |
41.70 |
32.70 |
7. การออมเงิน |
24.30 |
41.20 |
34.50 |
24.00 |
41.00 |
35.00 |
24.30 |
41.20 |
34.50 |
8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ |
25.10 |
41.40 |
33.50 |
25.20 |
39.60 |
35.20 |
25.40 |
39.80 |
34.80 |
9. การลดลงของหนี้สิน |
24.10 |
42.40 |
33.50 |
24.00 |
42.20 |
33.80 |
24.10 |
42.00 |
33.90 |
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน |
25.30 |
43.10 |
31.60 |
25.50 |
43.30 |
31.20 |
25.80 |
43.40 |
30.80 |
11. การแก้ปัญหายาเสพติด |
23.10 |
39.40 |
37.50 |
23.40 |
38.40 |
38.20 |
23.10 |
38.20 |
38.70 |
12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด |
25.40 |
42.80 |
31.80 |
25.30 |
42.30 |
32.40 |
25.50 |
42.50 |
32.00 |
13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ |
27.40 |
40.50 |
32.10 |
27.20 |
39.50 |
33.30 |
27.50 |
39.40 |
33.10 |
.jpg)
ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน 2569
รายการ |
2569 |
||
เมษายน |
พฤษภาคม |
มิถุนายน |
|
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม |
44.10 |
43.80* |
45.70* |
2. รายได้จากการทำงาน |
39.80 |
39.60* |
40.50* |
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในครอบครัว |
53.50 |
53.00* |
52.90 |
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ |
49.90 |
47.10* |
46.80 |
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต |
45.40 |
45.30* |
46.20* |
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) |
39.70 |
39.50* |
40.30* |
7. การออมเงิน |
38.30 |
38.20* |
38.60* |
8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ |
34.00 |
33.70* |
34.90* |
9. การลดลงของหนี้สิน |
41.30 |
40.90* |
40.80 |
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน |
40.10 |
40.40 |
40.50* |
11. การแก้ปัญหายาเสพติด |
33.90 |
33.60* |
33.60 |
12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ |
31.80 |
31.80 |
33.70* |
13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ |
37.10 |
37.00* |
40.10* |
14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม |
40.60 |
40.30* |
41.10* |
* หมายถึง ดัชนีความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น
.jpg)
ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนมิถุนายน (41.10) ปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพฤษภาคม (40.30) และเดือนเมษายน (40.60) โดยดัชนีที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน ความสุขในการดำเนินชีวิต ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) การออมเงิน การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุหลักมาจาก ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านมีท่าทีผ่อนคลายลงอย่างมาก เมื่อทั้งสองฝ่ายยอมจับมือเซ็นสัญญาสงบศึก เพื่อเปิดทางให้เรือขนส่งสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันกลับมาวิ่งได้ตามปกติ โดยสหรัฐอเมริกาได้ยอมถอยและเลิกปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ถึงแม้ว่าช่วงปลายเดือนจะมีการโจมตีกันบ้าง แต่ทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงข้อตกลงสันติภาพ จึงยุติการตอบโต้กันเพื่อรักษาเสถียรภาพไว้ ทำให้ราคาพลังงานมีแนวโน้มลดลง และจากการที่ราคาน้ำมันเริ่มลดราคาลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาค่าขนส่ง ค่าโดยสาร และของใช้ในชีวิตประจำวันเริ่มลดลง และทรงตัว (ไม่แพงขึ้น) ส่งผลดีต่อประชาชนในแต่ละสาขาอาชีพ อาทิ ผู้ประกอบการ SMEs พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร ผู้ให้บริการขนส่ง ไรเดอร์ ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการในชุมชน รวมถึงมนุษย์เงินเดือน และลูกจ้างทั่วไป เป็นต้น
นอกจากนี้รัฐบาลได้อัดฉีดเม็ดเงินในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 ซึ่งช่วยเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเดือนละ 5 หมื่นล้านบาท หากรวมกับวงเงินงบประมาณ 1.7 แสนล้านบาทของรัฐบาล จะทำให้มีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจราว 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างมาก เพราะเม็ดเงินไทยช่วยไทยพลัสส่วนใหญ่จะช่วยกระจายรายได้อย่างเป็นรูปธรรมไปยังร้านค้าชุมชน ผู้ให้บริการรายย่อยในชุมชน หาบเร่ แผงลอย และผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งกลุ่มเหล่านี้เป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ อีกทั้ง ช่วยประคับประคองให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ไม่ต้องปิดกิจการ นอกจากนี้ โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ยังช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางได้เป็นอย่างมาก โดยรูปแบบของโครงการนี้ได้พัฒนาและปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการใช้งานผ่านระบบดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ และสามารถใช้งานได้ดีในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทั้งจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงสะท้อนต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการและค่าครองชีพของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ภาคการผลิตและภาคการส่งออกยังเผชิญความเสี่ยงจากการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ในอัตรา 12.5% ตามมาตรา 301 ที่จะบังคับใช้ในอนาคต นอกจากนี้ เมื่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จบลงในสิ้นเดือนกันยายน และไม่มีโครงการใหม่มาต่อยอด อาจจะทำให้การจับจ่ายใช้สอยกลับมาซบเซาและเงียบเหงาลงอีกครั้ง เพราะเมื่อประชาชนต้องควักเงินในกระเป๋าจ่ายเองเต็มจำนวน ประกอบกับภาระหนี้สินที่ยังมีอยู่ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องกลับมาประหยัดเงินกันมากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายของธุรกิจ SMEs ร้านค้าชุมชน และผู้ให้บริการรายย่อยในชุมชนลดลงอีกครั้ง โดยร้านค้าที่จะอยู่รอดได้ คือ ร้านที่ขายสินค้าหรือให้บริการที่ดี ทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ และยอมควักเงินตัวเองกลับมาซื้อซ้ำ
จากการสัมภาษณ์ประชาชนต่อความคาดหวังและความต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยประชาชนในหลากหลายอาชีพได้เสนอแนะต่อคณะรัฐบาล ดังนี้
1. จากข่าวที่มีการเผยแพร่กันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับค่าไฟถนน ตรอก ซอย และพื้นที่สาธารณะที่เปิดใช้งานทุกคืน ภาครัฐได้นำไปรวมไว้ในบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องร่วมกันจ่ายมานานกว่า 39 ปี และจากการสอบถาม พบว่า ประชาชนมีความคิดเห็นในทิศทางเดียวกันว่า ถูกภาครัฐเอาเปรียบ โดยการผลักภาระค่าไฟถนนและค่าไฟในพื้นที่สาธารณะให้กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชนบทหรือที่อยู่ในซอยเปลี่ยวไม่มีไฟถนน แต่ต้องมาจ่ายค่าไฟที่ตนเองไม่ได้ใช้ จากข่าวดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจต่อโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าว่า ยังมีต้นทุนแฝงอะไรอีกบ้างที่ถูกซุกซ่อนไว้และผลักภาระมาให้ผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งนี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการ ดังนี้
1.1 ปรับเปลี่ยนเสาไฟถนน ตรอก ซอย และไฟตามพื้นที่สาธารณะให้เป็นระบบโซลาร์เซลล์
1.2 ปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ อาทิ
1) นำค่าไฟถนนและค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า
2) นำค่า Ft ออกจากค่าไฟในการคำนวณค่าไฟของประชาชน
3) เจรจาปรับปรุงสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เนื่องจากปริมาณไฟฟ้าสำรองของประเทศที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 15-20% แต่ปัจจุบันมีปริมาณไฟฟ้าสำรอง 40-50% ซึ่งเกินปริมาณที่เหมาะสมไปมาก จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โครงสร้างค่าไฟฟ้าของไทยมีราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็น
2. จากต้นทุนการเกษตรที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งราคาปุ๋ย สารเคมีปราบศัตรูพืช น้ำมันเชื้อเพลิง และค่าแรงงาน อีกทั้ง เกษตรกรมักถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ และถูกกดราคารับซื้อ ทำให้เกษตรกรขาดทุน และไม่มีเงินเพียงพอในการชำระหนี้ในระบบและนอกระบบ ทั้งนี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการช่วยเหลือ ดังนี้
2.1 ช่วยให้เกษตรกรหลุดพ้นจากวงจรหนี้สินนอกระบบที่ผูกพันกับพ่อค้าคนกลาง ภาครัฐควรช่วยออกแบบโครงสร้างองค์กรให้กลุ่มเกษตรกรสามารถบริหารงานได้เหมือนบริษัทที่มีการทำแผนธุรกิจที่ชัดเจน และมีระบบบัญชีที่โปร่งใส เมื่อกลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็งและมีสถานะเป็นนิติบุคคลที่น่าเชื่อถือ ย่อมสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น
2.2 ช่วยเกษตรกรในการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง ภาครัฐควรสนับสนุนงบประมาณให้กลุ่มเกษตรกรจัดตั้ง "ลานรับซื้อกลาง" ที่มีเครื่องมือตรวจสอบมาตรฐานที่เชื่อถือได้ เช่น ยางพารา กลุ่มเกษตรกรต้องมีเครื่องมือวัดเปอร์เซ็นต์เนื้อยางแห้ง และเครื่องชั่งน้ำหนักที่ได้มาตรฐาน ทำให้พ่อค้าคนกลางไม่สามารถใช้ข้ออ้างเรื่องคุณภาพมาหักราคารับซื้อได้
2.3 การตัดตอนพ่อค้าคนกลางออกไป ภาครัฐควรช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถขายผลผลิตให้กับโรงงานหรือผู้ซื้อโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง
2.4 การสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นทายาทเกษตรกร ภาครัฐควรมีมาตรการจูงใจให้คนรุ่นใหม่ที่เป็นทายาทเกษตรให้เข้ามาสืบทอด โดยการส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้นำความรู้ทางด้านเทคโนโลยี และการบริหารจัดการมาผสมผสานกับภูมิปัญญาดั้งเดิม เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรมีศักยภาพและขีดความสามารถทางการแข่งขันที่สูงขึ้น
3. ประชาชนมองว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในขณะนี้ เพราะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยประชาชนมีความกังวลว่า หลังจากจบโครงการฯ สิ้นเดือนกันยายน 2569 นี้ การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนอาจจะลดลงเป็นอย่างมาก จึงเสนอแนะให้ภาครัฐควรวางแผนเตรียมออกโครงการต่อยอด หรือคิดโครงการใหม่ ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ และควรออกมาตรการช่วยลดค่าครองชีพแบบมุ่งเป้าให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการออกมาตรการทางภาษีช่วยเหลือมนุษย์เงินเดือนและลูกจ้างทั่วไป
4. จากการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วง Low Season ประกอบกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนน้ำมันของอากาศยานพุ่งสูงขึ้น และราคาตั๋วแพงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเดินทางท่องเที่ยวน้อยลง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริการต้องการให้รัฐบาลดำเนินโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” โดยภาครัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน และประชาชนออกส่วนที่เหลือ เช่นเดียวกับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้