- ส่องแดนใต้
- http://focussouthern.com
- +062-0036837 - 080-5442698


ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมีนาคม 2569
ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความ
เชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง
ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมีนาคม 2569 เปรียบเทียบ เดือนกุมภาพันธ์ และมกราคม 2569
รายการ |
มกราคม 2569 |
กุมภาพันธ์ 2569 |
มีนาคม 2569 |
||||||
เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น |
คงที่/เท่าเดิม |
ลดลง/ |
เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น |
คงที่/เท่าเดิม |
ลดลง/ |
เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น |
คงที่/เท่าเดิม |
ลดลง/ |
|
27.70 |
42.50 |
29.80 |
27.80 |
43.80 |
28.40 |
26.70 |
43.50 |
29.80 |
|
2. รายได้จากการทำงาน |
27.50 |
42.80 |
29.70 |
27.80 |
42.90 |
29.30 |
27.50 |
42.40 |
30.10 |
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น |
29.90 |
41.40 |
28.70 |
29.70 |
43.60 |
26.70 |
29.90 |
43.70 |
26.40 |
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง |
27.30 |
43.90 |
28.80 |
27.50 |
43.70 |
28.80 |
27.00 |
43.20 |
29.80 |
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต |
26.30 |
42.90 |
30.80 |
26.60 |
42.80 |
30.60 |
26.40 |
42.50 |
31.10 |
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) |
25.00 |
42.50 |
32.50 |
25.50 |
42.70 |
31.80 |
25.30 |
42.00 |
32.70 |
7. การออมเงิน |
24.10 |
41.40 |
34.50 |
24.10 |
41.40 |
34.50 |
24.20 |
41.80 |
34.00 |
8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ |
25.10 |
41.20 |
33.70 |
25.60 |
41.40 |
33.00 |
25.40 |
41.60 |
33.00 |
9. การลดลงของหนี้สิน |
24.20 |
42.80 |
33.00 |
24.20 |
42.80 |
33.00 |
24.00 |
42.40 |
33.60 |
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน |
25.20 |
43.10 |
31.70 |
25.30 |
43.70 |
31.00 |
25.10 |
43.50 |
31.40 |
11. การแก้ปัญหายาเสพติด |
23.10 |
40.30 |
36.60 |
23.00 |
40.20 |
36.80 |
23.20 |
40.00 |
36.80 |
12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด |
26.00 |
43.40 |
30.60 |
25.60 |
43.00 |
31.40 |
25.60 |
43.00 |
31.40 |
13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ |
27.20 |
41.50 |
31.30 |
27.40 |
41.60 |
31.00 |
27.20 |
41.20 |
31.60 |

ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม 2569
รายการ |
2569 |
||
มกราคม |
กุมภาพันธ์ |
มีนาคม |
|
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม |
45.90 |
46.80 |
45.70* |
2. รายได้จากการทำงาน |
41.10 |
41.30 |
41.00* |
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว |
51.80 |
52.90 |
53.10 |
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ |
49.30 |
49.40 |
47.50* |
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต |
46.20 |
46.50 |
45.80* |
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) |
40.00 |
40.20 |
39.90* |
7. การออมเงิน |
38.60 |
38.60 |
38.50* |
8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ |
35.40 |
35.70 |
34.20* |
9. การลดลงของหนี้สิน |
41.80 |
41.80 |
41.60* |
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน |
40.30 |
40.40 |
40.20* |
11. การแก้ปัญหายาเสพติด |
34.20 |
34.10 |
34.00* |
12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ |
32.10 |
32.00 |
32.00 |
13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ |
38.00 |
38.30 |
37.40* |
14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม |
41.10 |
41.40 |
40.80* |
* หมายถึง ดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลง
ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนมีนาคม (40.80) ปรับตัวลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 (41.40) และเดือนมกราคม 2569 โดยดัชนีที่มีการปรับตัวลดลง ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ความสุขในการดำเนินชีวิต ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) การออมเงิน การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ การลดลงของหนี้สิน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การแก้ปัญหายาเสพติด และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลง มาจากปัจจัยสำคัญ คือ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวไทยอย่างมาก โดยเฉพาะด้านค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศไทยสูงขึ้นตามไปด้วยส่งผลให้ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ ค่าไฟฟ้าและค่าแก๊สหุงต้มก็มีแนวโน้มที่จะปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อโดยรวมลดลง เนื่องจากรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเท่าเดิม โดยประชาชนส่วนหนึ่งต้องลดค่าใช้จ่าย และประชาชนอีกส่วนหนึ่งต้องกู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายในการดำรงชีพ ทำให้เกิดปัญหาหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น และเมื่อธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นแต่มีรายได้ลดลง จึงอาจนำไปสู่การลดจำนวนพนักงาน โดยการเลิกจ้างงาน ซึ่งจะทำให้อัตราการว่างงานมากขึ้น
เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย พบว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนสายการบินเพิ่มขึ้น ราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวเดินทางลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางระยะไกล เช่น ยุโรปและตะวันออกกลาง เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร สถานบันเทิง ธุรกิจบริการขนส่งสาธารณะ และธุรกิจนำเที่ยวก็มีรายได้ลดลงตามไปด้วย บางแห่งต้องลดราคาเพื่อดึงดูดลูกค้า หรืออาจต้องลดจำนวนพนักงาน เพื่อไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป นอกจากนี้ ธุรกิจรายย่อย เช่น ร้านขายของฝาก รถเช่า และไกด์ท่องเที่ยว ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวไทยก็ลดการท่องเที่ยวลง หรือเลือกเที่ยวใกล้บ้าน และเที่ยวระยะเวลาสั้นลง ส่งผลให้ภาพรวมของการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศชะลอตัวลง ทำให้รายได้ของธุรกิจท่องเที่ยวลดลงทั้งระบบ และจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นยังส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่ต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เช่น ค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน เป็นต้น จากผลกระทบดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดความเครียดและความกังวลเกี่ยวกับการดำรงชีพทั้งในปัจจุบันและในอนาคตเป็นอย่างมาก รวมถึงแนวโน้มของความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยก็ขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มรากหญ้า กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ย่อมได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่นอย่างชัดเจน
จากการสัมภาษณ์ประชาชนต่อความคาดหวังและความต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยประชาชนในหลากหลายอาชีพได้เสนอแนะต่อคณะรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ดังนี้
1. จากการที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น ประชาชนจึงต้องการให้ภาครัฐช่วยลดภาระค่าครองชีพในระยะสั้นอย่างเร่งด่วน เช่น ให้เร่งดำเนินโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อลดค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้าชุมชน หาบเร่ แผงลอย เป็นต้น
2. ผู้ประกอบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเกินจริง ประชาชนจึงต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบและควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด และจัดงานขายสินค้าราคาถูก กระจายสู่ชุมชนต่าง ๆ ในทุกสัปดาห์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
3. ภาคการท่องเที่ยวไทยซบเซา ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวต้องการให้ภาครัฐดำเนินโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” โดยการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น รัฐช่วยจ่ายค่าที่พัก ค่าเครื่องบิน ค่าอาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยวให้ราคาถูกลง เพื่อดึงดูดให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น เมื่อมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นก็จะส่งผลให้โรงแรม ร้านอาหาร บริษัททัวร์ และร้านค้าท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้
4. ต้นทุนที่สูงขึ้นทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่องทางการเงิน ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือโดยการให้กู้เงินดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ธุรกิจมีเงินสดหมุนเวียนในกิจการอย่างเพียงพอ และอัตราดอกเบี้ยต่ำจะไม่ทำให้เกิดภาระทางการเงินที่มากจนเกินความสามารถที่จะจ่ายคืนได้
5. การใช้เงินงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบชั่วคราว จากการที่รัฐบาลได้ออก 7 มาตรการด่วนสู้ภัยน้ำมันแพง ได้แก่ 1) ลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 2) เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3) เยียวยากลุ่มขนส่งและวินมอเตอร์ไซค์ 4) มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร 5) มาตรการช่วยเหลือกลุ่มประมง 6) เยียวยาคู่สัญญาภาครัฐ และ 7) เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำช่วย SMEs ประชาชนมองว่า 7 มาตรการดังกล่าวเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และช่วยลดผลกระทบได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น โดยประชาชนต้องการให้ภาครัฐปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างจริงจัง รวมถึงการมีระบบตรวจสอบสต็อกแบบ Real-time เพื่อตรวจสอบปริมาณน้ำมันในคลังของทุกบริษัทน้ำมันได้ทันที ซึ่งจะเป็นการป้องกันการกักตุนน้ำมัน
6. การพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ ทำให้เกิดปัญหาซ้ำซากด้านราคา ประชาชนมองว่า ภาครัฐควรลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และหันมาส่งเสริมพลังงานทางเลือก อาทิ โซล่าร์เซลล์บ้าน รถบรรทุกขนส่งสินค้าไฟฟ้า และรถขนส่งสาธารณะไฟฟ้า โดยภาครัฐควรจัดทำโครงการ “โซล่าร์เซลล์พลัส” เพื่อลดค่าไฟฟ้าของประชาชน และ “รถบรรทุกไฟฟ้าพลัส” เพื่อลดค่าพลังงานในการขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นการลดต้นทุนในการขนส่งสินค้า ส่งผลให้ราคาสินค้าลดลง อันจะเป็นการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้ในระยะยาว
7. การเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันและมีคลังน้ำมันของรัฐเพื่อความมั่นคง ประชาชนมองว่า รัฐบาลควรมีนโยบายเพิ่มการสำรองน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปให้เพียงพอต่อการใช้งานอย่างน้อย 90-120 วัน เพื่อรองรับภาวะสงครามที่อาจเกิดขึ้นในตะวันออกกลางที่อาจทำให้ไม่สามารถขนส่งน้ำมันเข้ามาได้ รวมถึงภาครัฐควรมีคลังน้ำมันสำรองที่บริหารโดยภาครัฐ เพื่อใช้แทรกแซงตลาดเมื่อเกิดภาวะขาดแคลน