•          

             

    ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมกราคม 2569
    ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความ
    เชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ  สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง

                 ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมกราคม 2569 เปรียบเทียบเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม 2568

     

                               รายการ

    พฤศจิกายน 2568

    ธันวาคม 2568

    มกราคม 2569

    เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น

    คงที่/เท่าเดิม

    เพิ่มขึ้นดีขึ้น/

    คงที่/เท่าเดิม

    ลดลง/
    แย่ลง

    ลดลง/
    แย่ลง

    คงที่/เท่าเดิม

    ลดลง/
    แย่ลง

    ลดลง/
    แย่ลง

    1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

       28.10

      40.30

      31.60

    27.20

      40.10

      32.70

    27.70

    42.50

    29.80

    2. รายได้จากการทำงาน

    26.80

    41.30

    31 90

    26.50

    41.20

    32.30

    27.50

    42.80

    29.70

    3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น
    ในครอบครัว

    29.10

    40.60

    30.30

    29.50

    40.50

    30.00

    29.90

    41.40

    28.70

    4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง
    ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ

    26.40

    44.50

    29.10

    26.80

    44.60

    28.60

    27.30

    43.90

    28.80

    5. ความสุขในการดำเนินชีวิต

    25.30

    42.40

    32.30

    25.60

    42.70

    31.70

    26.30

    42.90

    30.80

    6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย)

    25.70

    43.20

    31.10

    25.10

    43.10

    31.80

    25.00

    42.50

    32.50

    7. การออมเงิน

    24.60

    41.30

    34.10

    24.40

    41.10

    34.50

    24.10

    41.40

    34.50

    8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ

    25.00

    41.30

    33.70

    25.00

    41.30

    33.70

    25.10

    41.20

    33.70

    9. การลดลงของหนี้สิน

    24.50

    43.20

    32.30

    24.30

    43.00

    32.70

    24.20

    42.80

    33.00

    10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

    25.10

    43.60

    31.30

    25.00

    43.10

    31.90

    25.20

    43.10

    31.70

    11. การแก้ปัญหายาเสพติด

    23.10

    41.10

    35.80

    23.10

    40.30

    36.60

    23.10

    40.30

    36.60

    12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด
    ชายแดนภาคใต้

    26.10

    44.30

    29.60

    26.10

    44.30

    29.60

    26.00

    43.40

    30.60

    13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    27.30

    41.70

    31.00

    27.30

    41.70

    31.00

    27.20

    41.50

    31.30

     

    ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนพฤศจิกายน  ธันวาคม 2568 และ มกราคม 2569

    รายการ

    2568

    2569

    พฤศจิกายน

    ธันวาคม

    มกราคม

    1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

    45.70

    43.10

    45.90*

    2. รายได้จากการทำงาน

    40.80

    40.70

    41.10*

    3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว

    51.30

    51.50

    51.80*

    4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ

    44.90

    47.20

    49.30*

    5. ความสุขในการดำเนินชีวิต

    44.40

    44.60

    46.20*

    6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย)

    40.60

    40.10

    40.00

    7. การออมเงิน

    39.00

    38.80

    38.60

    8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ

    35.50

    35.50

    35.40

    9. การลดลงของหนี้สิน

    43.40

    41.90

    41.80

    10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

    42.00

    40.40

    40.30

    11. การแก้ปัญหายาเสพติด

    34.40

    34.20

    34.20

    12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

    32.30

    32.30

    32.10

    13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    38.10

    38.10

    38.00

    14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม

    40.90

    40.60

    41.10*

    * หมายถึง ดัชนีความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น

                                                           

                   ผศ.ดร.วิวัฒน์  จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนมกราคม 2569 (41.10) ปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนธันวาคม 2568  (40.60)  และพฤศจิกายน 2568 (40.90) โดยดัชนีที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่  ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม  รายได้จากการทำงาน  รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว  รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว  ความสุขในการดำเนินชีวิต โดยดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนที่เพิ่มขึ้น สาเหตุที่สำคัญ คือ เทศกาลปีใหม่ 2569  และช่วงต้นเดือนมกราคมมีวันหยุด ทำให้ประชาชนจำนวนมากเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนา เพื่อเฉลิมฉลองวันปีใหม่โดยประชาชนได้มีการใช้จ่ายเงินในการท่องเที่ยวและการเลี้ยงฉลองเนื่องในเทศกาลวันปีใหม่ ในขณะที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียโดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่มีบุตรหลานได้เดินทางเข้าท่องเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1-11 มกราคม 2569 เนื่องจากเป็นช่วงสุดท้ายก่อนเปิดเทอม นอกจากนี้นักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย เริ่มมีการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้น โดยสังเกตได้จากการเพิ่มเส้นทางบินใหม่  อีกทั้งในช่วงต้นปีกลุ่มประเทศในยุโรปและรัสเซียมีสภาพอากาศที่หนาวมาก ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มนี้หนีสภาพอากาศหนาว และเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวทะเลในภาคใต้ (ภูเก็ต กระบี่ พังงา และเกาะสมุย)  ทำให้มีเงินสะพัดหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในภาคใต้กว่า 2.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ราคายางพาราและปาล์มน้ำมันมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

    สถานการณ์ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จากการแข่งขันที่ดุเดือดในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งคาดการณ์ว่าในช่วง 3 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งจะมีเงินสะพัดกว่า 5,000 ล้านบาท โดยเม็ดเงินที่ใช้การเลือกตั้งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) เม็ดเงินที่ใช้ในการจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์ รถแห่โฆษณา และเวทีปราศรัย  2) เงินที่ให้กับหัวคะแนน เพื่อนำไปให้กับประชาชนแต่ละครัวเรือนตามจำนวนคนที่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง โดยหัวคะแนนส่วนหนึ่งจะจ่ายเป็น 2 รอบ คือ รอบแรก เป็นการจ่ายเพื่อมัดจำ โดยเริ่มจ่ายในช่วงกลางเดือนมกราคม เพื่อเช็คจำนวนฐานเสียง ส่วนรอบสุดท้าย จะจ่ายในช่วง 1-2 วันก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าจะมีเงินสะพัดมากกว่าการเลือกตั้งทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมา  ถึงแม้ว่าในช่วงก่อนการเลือกตั้งจะมีเม็ดเงินสะพัดจำนวนมาก แต่ก็จะส่งผลต่อเศรษฐกิจภาคใต้ในระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนรากหญ้าจะนำเงินที่ได้ไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้มียอดขายพุ่งสูงขึ้นในช่วงนี้  นอกจากนี้ ธุรกิจรถเช่า ที่พักแรม และร้านอาหาร ก็จะได้รับอานิสงส์เช่นกัน  อย่างไรก็ตาม สภาพเศรษฐกิจโดยรวมอาจจะดูดีขึ้นในช่วงก่อนเลือกตั้ง แต่เมื่อผ่านการเลือกตั้ง (8 กุมภาพันธ์ 2569) ไปแล้ว เม็ดเงินส่วนนี้จะหมดไป หากโครงสร้างเศรษฐกิจไม่มีรากฐานที่มั่นคง เศรษฐกิจก็จะถดถอยหลังจากการเลือกตั้ง
    จากการสัมภาษณ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยประชาชนและนักวิชาการในหลากหลายสาขาอาชีพได้เสนอแนะต่อพรรคการเมืองที่จะเข้ามาเป็นคณะรัฐบาลชุดใหม่ ดังนี้ 
    1. ประชาชนมีความกังวลเกี่ยวกับ “แก๊งสแกมเมอร์” หรือกลุ่มมิจฉาชีพออนไลน์ที่ใช้กลอุบายหลอกลวงเพื่อเอาเงิน เนื่องจากจำนวนคดี ตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงปัจจุบัน มากกว่า 3 แสนคดี (เฉลี่ยวันละประมาณ 900 เรื่อง) ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก  จึงเสนอแนะให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ธนาคารแห่งประเทศไทย  กสทช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ปปง. และกระทรวง DE) ประสานความร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันและปราบปรามเชิงรุก ไม่ให้มีแก๊งสแกมเมอร์อีก
    2. ประชาชนต้องการให้รัฐบาลใหม่ทำการปราบปรามการทุจริตและคอร์รัปชันในระบบราชการให้หมดสิ้น โดยในปี 2568 พบว่า การจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ได้โครงการของรัฐ ในปี 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 30% - 35% ของมูลค่าโครงการ และการรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐ เกี่ยวกับกับพนันออนไลน์และสิ่งผิดกฎหมาย โดยมูลค่าส่วยในการให้เจ้าหน้าที่รัฐ เฉลี่ยเดือนละ 100-200 ล้านบาท ต่อเครือข่าย เพื่อแลกกับการไม่ถูกตรวจสอบและการออกหมายจับ จึงเสนอแนะให้รัฐบาลใหม่ปฏิรูประบบราชการ อาทิ 1) ปฏิรูปกฎหมาย และบทลงโทษ  2) ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและตำรวจ  3) ปฏิรูประบบเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการตรวจสอบความโปร่งใส
    3. ประชาชนที่อยู่ในระบบประกันสังคมมองว่า “เงินประกันสังคม” ไม่ใช่เงินของรัฐ และไม่ใช่เงินของนายจ้าง แต่เป็นเงินของผู้ประกันตน  ดังนั้นจึงต้องการให้รัฐบาลใหม่ปฏิรูปโคงการสร้างประกันสังคม โดยแยกตัวจากกระทรวงแรงงาน ให้เป็นองค์กรอิสระ คล้ายกับ กบข. และมีบอร์ดบริหารที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนที่อยู่ในประกันสังคม เพื่อให้การบริหารงานมีความโปร่งใส และทำการยกระดับการรักษาพยาบาลให้ดีขึ้น รวมถึงการจ้างมืออาชีพเพื่อนำเงินไปลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น
    4. ประชาชนมีความพึงพอใจกับโครงการคนละครึ่งเป็นอย่างมาก เพราะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประจำวัน โดยเฉพาะค่าอาหารและของใช้จำเป็น ทั้งนี้ ประชาชนมองว่า รัฐบาลใหม่ควรนำโครงการคนละครึ่ง จากการแจกเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการ อัปเกรดเป็นโครงการคนละครึ่งประเภทอื่น ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เช่น
    4.1 โครงการ "โซลาร์เซลล์คนละครึ่ง"  โดยภาครัฐสนับสนุนค่าแผงโซลาร์เซลล์และค่าติดตั้ง 50% สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครัวเรือน  เพื่อช่วยลดค่าไฟให้กับครัวเรือนได้กว่า 50% ต่อเดือน ซึ่งเป็นการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้เป็นอย่างมาก อีกทั้งช่วยลดภาระการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ และลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล
    4.2 โครงการ "สมาร์ทฟาร์มคนละครึ่ง" โดยภาครัฐช่วยออกค่าเทคโนโลยีการเกษตร 50% ให้เกษตรกรรายย่อย เช่น โดรนพ่นปุ๋ย  ระบบรดน้ำอัตโนมัติผ่านมือถือ หรือโรงเรือนอัจฉริยะ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน  และการใช้เทคโนโลยีช่วยลดต้นทุนของปุ๋ย และเพิ่มคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร
    4.3 โครงการ "อัปสกิลคนละครึ่ง"  โดยภาครัฐช่วยออกค่าเรียน หรือค่าซื้อคอร์สฝึกอบรม 50% ในหลักสูตรที่ช่วยเพิ่มทักษะที่จำเป็นในอนาคต ในแต่ละสาขาอาชีพที่ภาครัฐกำหนด

     

     

+