- ส่องแดนใต้
- http://focussouthern.com
- +062-0036837 - 080-5442698


ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมกราคม 2569
ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความ
เชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง
ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมกราคม 2569 เปรียบเทียบเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม 2568
รายการ |
พฤศจิกายน 2568 |
ธันวาคม 2568 |
มกราคม 2569 |
||||||
เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น |
คงที่/เท่าเดิม |
เพิ่มขึ้นดีขึ้น/ |
คงที่/เท่าเดิม |
ลดลง/ |
ลดลง/ |
คงที่/เท่าเดิม |
ลดลง/ |
ลดลง/ |
|
28.10 |
40.30 |
31.60 |
27.20 |
40.10 |
32.70 |
27.70 |
42.50 |
29.80 |
|
2. รายได้จากการทำงาน |
26.80 |
41.30 |
31 90 |
26.50 |
41.20 |
32.30 |
27.50 |
42.80 |
29.70 |
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น |
29.10 |
40.60 |
30.30 |
29.50 |
40.50 |
30.00 |
29.90 |
41.40 |
28.70 |
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง |
26.40 |
44.50 |
29.10 |
26.80 |
44.60 |
28.60 |
27.30 |
43.90 |
28.80 |
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต |
25.30 |
42.40 |
32.30 |
25.60 |
42.70 |
31.70 |
26.30 |
42.90 |
30.80 |
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) |
25.70 |
43.20 |
31.10 |
25.10 |
43.10 |
31.80 |
25.00 |
42.50 |
32.50 |
7. การออมเงิน |
24.60 |
41.30 |
34.10 |
24.40 |
41.10 |
34.50 |
24.10 |
41.40 |
34.50 |
8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ |
25.00 |
41.30 |
33.70 |
25.00 |
41.30 |
33.70 |
25.10 |
41.20 |
33.70 |
9. การลดลงของหนี้สิน |
24.50 |
43.20 |
32.30 |
24.30 |
43.00 |
32.70 |
24.20 |
42.80 |
33.00 |
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน |
25.10 |
43.60 |
31.30 |
25.00 |
43.10 |
31.90 |
25.20 |
43.10 |
31.70 |
11. การแก้ปัญหายาเสพติด |
23.10 |
41.10 |
35.80 |
23.10 |
40.30 |
36.60 |
23.10 |
40.30 |
36.60 |
12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด |
26.10 |
44.30 |
29.60 |
26.10 |
44.30 |
29.60 |
26.00 |
43.40 |
30.60 |
13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ |
27.30 |
41.70 |
31.00 |
27.30 |
41.70 |
31.00 |
27.20 |
41.50 |
31.30 |
ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนพฤศจิกายน ธันวาคม 2568 และ มกราคม 2569
รายการ |
2568 |
2569 |
|
พฤศจิกายน |
ธันวาคม |
มกราคม |
|
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม |
45.70 |
43.10 |
45.90* |
2. รายได้จากการทำงาน |
40.80 |
40.70 |
41.10* |
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว |
51.30 |
51.50 |
51.80* |
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ |
44.90 |
47.20 |
49.30* |
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต |
44.40 |
44.60 |
46.20* |
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) |
40.60 |
40.10 |
40.00 |
7. การออมเงิน |
39.00 |
38.80 |
38.60 |
8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ |
35.50 |
35.50 |
35.40 |
9. การลดลงของหนี้สิน |
43.40 |
41.90 |
41.80 |
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน |
42.00 |
40.40 |
40.30 |
11. การแก้ปัญหายาเสพติด |
34.40 |
34.20 |
34.20 |
12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ |
32.30 |
32.30 |
32.10 |
13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ |
38.10 |
38.10 |
38.00 |
14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม |
40.90 |
40.60 |
41.10* |
* หมายถึง ดัชนีความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น

ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนมกราคม 2569 (41.10) ปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนธันวาคม 2568 (40.60) และพฤศจิกายน 2568 (40.90) โดยดัชนีที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ความสุขในการดำเนินชีวิต โดยดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนที่เพิ่มขึ้น สาเหตุที่สำคัญ คือ เทศกาลปีใหม่ 2569 และช่วงต้นเดือนมกราคมมีวันหยุด ทำให้ประชาชนจำนวนมากเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนา เพื่อเฉลิมฉลองวันปีใหม่โดยประชาชนได้มีการใช้จ่ายเงินในการท่องเที่ยวและการเลี้ยงฉลองเนื่องในเทศกาลวันปีใหม่ ในขณะที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียโดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่มีบุตรหลานได้เดินทางเข้าท่องเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1-11 มกราคม 2569 เนื่องจากเป็นช่วงสุดท้ายก่อนเปิดเทอม นอกจากนี้นักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย เริ่มมีการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้น โดยสังเกตได้จากการเพิ่มเส้นทางบินใหม่ อีกทั้งในช่วงต้นปีกลุ่มประเทศในยุโรปและรัสเซียมีสภาพอากาศที่หนาวมาก ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มนี้หนีสภาพอากาศหนาว และเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวทะเลในภาคใต้ (ภูเก็ต กระบี่ พังงา และเกาะสมุย) ทำให้มีเงินสะพัดหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในภาคใต้กว่า 2.5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ราคายางพาราและปาล์มน้ำมันมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น
สถานการณ์ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จากการแข่งขันที่ดุเดือดในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งคาดการณ์ว่าในช่วง 3 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งจะมีเงินสะพัดกว่า 5,000 ล้านบาท โดยเม็ดเงินที่ใช้การเลือกตั้งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) เม็ดเงินที่ใช้ในการจัดทำสื่อสิ่งพิมพ์ รถแห่โฆษณา และเวทีปราศรัย 2) เงินที่ให้กับหัวคะแนน เพื่อนำไปให้กับประชาชนแต่ละครัวเรือนตามจำนวนคนที่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง โดยหัวคะแนนส่วนหนึ่งจะจ่ายเป็น 2 รอบ คือ รอบแรก เป็นการจ่ายเพื่อมัดจำ โดยเริ่มจ่ายในช่วงกลางเดือนมกราคม เพื่อเช็คจำนวนฐานเสียง ส่วนรอบสุดท้าย จะจ่ายในช่วง 1-2 วันก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าจะมีเงินสะพัดมากกว่าการเลือกตั้งทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าในช่วงก่อนการเลือกตั้งจะมีเม็ดเงินสะพัดจำนวนมาก แต่ก็จะส่งผลต่อเศรษฐกิจภาคใต้ในระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนรากหญ้าจะนำเงินที่ได้ไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ทำให้มียอดขายพุ่งสูงขึ้นในช่วงนี้ นอกจากนี้ ธุรกิจรถเช่า ที่พักแรม และร้านอาหาร ก็จะได้รับอานิสงส์เช่นกัน อย่างไรก็ตาม สภาพเศรษฐกิจโดยรวมอาจจะดูดีขึ้นในช่วงก่อนเลือกตั้ง แต่เมื่อผ่านการเลือกตั้ง (8 กุมภาพันธ์ 2569) ไปแล้ว เม็ดเงินส่วนนี้จะหมดไป หากโครงสร้างเศรษฐกิจไม่มีรากฐานที่มั่นคง เศรษฐกิจก็จะถดถอยหลังจากการเลือกตั้ง
จากการสัมภาษณ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยประชาชนและนักวิชาการในหลากหลายสาขาอาชีพได้เสนอแนะต่อพรรคการเมืองที่จะเข้ามาเป็นคณะรัฐบาลชุดใหม่ ดังนี้
1. ประชาชนมีความกังวลเกี่ยวกับ “แก๊งสแกมเมอร์” หรือกลุ่มมิจฉาชีพออนไลน์ที่ใช้กลอุบายหลอกลวงเพื่อเอาเงิน เนื่องจากจำนวนคดี ตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงปัจจุบัน มากกว่า 3 แสนคดี (เฉลี่ยวันละประมาณ 900 เรื่อง) ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก จึงเสนอแนะให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ธนาคารแห่งประเทศไทย กสทช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปปง. และกระทรวง DE) ประสานความร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันและปราบปรามเชิงรุก ไม่ให้มีแก๊งสแกมเมอร์อีก
2. ประชาชนต้องการให้รัฐบาลใหม่ทำการปราบปรามการทุจริตและคอร์รัปชันในระบบราชการให้หมดสิ้น โดยในปี 2568 พบว่า การจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ได้โครงการของรัฐ ในปี 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 30% - 35% ของมูลค่าโครงการ และการรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐ เกี่ยวกับกับพนันออนไลน์และสิ่งผิดกฎหมาย โดยมูลค่าส่วยในการให้เจ้าหน้าที่รัฐ เฉลี่ยเดือนละ 100-200 ล้านบาท ต่อเครือข่าย เพื่อแลกกับการไม่ถูกตรวจสอบและการออกหมายจับ จึงเสนอแนะให้รัฐบาลใหม่ปฏิรูประบบราชการ อาทิ 1) ปฏิรูปกฎหมาย และบทลงโทษ 2) ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและตำรวจ 3) ปฏิรูประบบเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการตรวจสอบความโปร่งใส
3. ประชาชนที่อยู่ในระบบประกันสังคมมองว่า “เงินประกันสังคม” ไม่ใช่เงินของรัฐ และไม่ใช่เงินของนายจ้าง แต่เป็นเงินของผู้ประกันตน ดังนั้นจึงต้องการให้รัฐบาลใหม่ปฏิรูปโคงการสร้างประกันสังคม โดยแยกตัวจากกระทรวงแรงงาน ให้เป็นองค์กรอิสระ คล้ายกับ กบข. และมีบอร์ดบริหารที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนที่อยู่ในประกันสังคม เพื่อให้การบริหารงานมีความโปร่งใส และทำการยกระดับการรักษาพยาบาลให้ดีขึ้น รวมถึงการจ้างมืออาชีพเพื่อนำเงินไปลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น
4. ประชาชนมีความพึงพอใจกับโครงการคนละครึ่งเป็นอย่างมาก เพราะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประจำวัน โดยเฉพาะค่าอาหารและของใช้จำเป็น ทั้งนี้ ประชาชนมองว่า รัฐบาลใหม่ควรนำโครงการคนละครึ่ง จากการแจกเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการ อัปเกรดเป็นโครงการคนละครึ่งประเภทอื่น ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เช่น
4.1 โครงการ "โซลาร์เซลล์คนละครึ่ง" โดยภาครัฐสนับสนุนค่าแผงโซลาร์เซลล์และค่าติดตั้ง 50% สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อช่วยลดค่าไฟให้กับครัวเรือนได้กว่า 50% ต่อเดือน ซึ่งเป็นการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้เป็นอย่างมาก อีกทั้งช่วยลดภาระการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ และลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล
4.2 โครงการ "สมาร์ทฟาร์มคนละครึ่ง" โดยภาครัฐช่วยออกค่าเทคโนโลยีการเกษตร 50% ให้เกษตรกรรายย่อย เช่น โดรนพ่นปุ๋ย ระบบรดน้ำอัตโนมัติผ่านมือถือ หรือโรงเรือนอัจฉริยะ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และการใช้เทคโนโลยีช่วยลดต้นทุนของปุ๋ย และเพิ่มคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร
4.3 โครงการ "อัปสกิลคนละครึ่ง" โดยภาครัฐช่วยออกค่าเรียน หรือค่าซื้อคอร์สฝึกอบรม 50% ในหลักสูตรที่ช่วยเพิ่มทักษะที่จำเป็นในอนาคต ในแต่ละสาขาอาชีพที่ภาครัฐกำหนด